วันอังคารที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2553

โครงการรณรงค์ให้คนไทยพูดภาษาอังกฤษได้ทั่วประเทศ

โครงการรณรงค์ให้คนไทยพูดภาษาอังกฤษได้ทั่วประเทศ
ด้วยการสอนให้พูดได้คล่องภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง

มาสอนให้ฟรีถึงที่ของท่าน


การปลูกป่าเพื่อให้ได้ไม้มาสร้างบ้านนั้น ต้องใช้เวลานาน  เมื่อมีไม้แล้ว เอาไม้มาสร้างบ้านใช้เวลาไม่นาน
ผู้ที่เรียนหนังสือจนจบปริญญา ต้องใช้เวลานานเหมือนกับปลูกป่าเพื่อให้มีไม้
เปรียบผู้ที่เรียนจบปริญญา แต่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้  เหมือนผู้ที่มีไม้แล้วแต่สร้างบ้านไม่เป็น                                                                               
การเรียนวิธีสร้างบ้าน จะใช้เวลาน้อยกว่าการปลูกป่ามาก


การเรียนภาษาอังกฤษนั้นง่ายจริงๆ

ง่ายเหมือนไขกุญแจห้อง

ครั้งแรกที่ผู้เขียนไปประเทศรัสเซีย ( พ.ศ.2523 ) ไขกุญแจห้องพักที่โรงแรมไม่ได้ พนักงานของโรงแรมเอากุญแจเสียบเข้าไปในรูกุญแจ  บิดไปทางขวาหนึ่งครั้ง ทางซ้ายหนึ่งครั้ง  ประตูก็เปิดได้
การไขกุญแจโรงแรมในกรุงมอสโกไม่ยากเลย  แต่เพราะไม่รู้จึงไขไม่ได้
การเรียนภาษาอังกฤษนั้น ง่ายเหมือนไขกุญแจห้อง แต่เป็นเพราะไม่รู้วิธีเรียน จึงทำให้ไม่ได้รับความสำเร็จ

เรียนให้รู้เรื่องภายในเวลาเพียง 10 นาที

ภาษาอังกฤษนั้นมีคำอยู่ 2 คำ   ที่สร้างประโยคได้ 4 ประโยค  และประโยคทั้งหมดขยายไปจาก 4 ประโยคนี้
การเรียนโครงสร้างของ 4 ประโยคนี้  ซึ่งถือเป็นแม่บท ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที


เรียนให้พูดได้คล่องภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง

การฝึกพูด 4 ประโยคให้คล่องใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง
จากประโยคแม่บท 4 ประโยค ผันไปหาประโยคอื่นๆ อีก 33 ประโยค ( รวม 37 ประโยค ) ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่ง
แล้วผู้เรียนก็จะสามารถพูดภาษาอังกฤษได้คล่องทุกประโยคของทุกโครงสร้าง

เริ่มพูดได้ภายใน 5 นาที

ถ้าเราขี่จักรยานเป็น 1 คัน  เราก็สามารถขี่รถจักรยานได้ทุกคัน
ถ้าเราพูดภาษาอังกฤษได้หนึ่งประโยค  เราก็สามารถพูดได้ทุกประโยค
เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามเป็นภาษาอังกฤษให้ผู้เรียนตอบหนึ่งประโยค  แล้วก็ฝึกให้ตอบคำถามนี้จนคล่อง   จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นคำถามอื่น  ที่อยู่ในโครงสร้างเดียวกัน  ผู้เรียนก็จะตอบได้คล่องอีก
แล้วเปลี่ยนโครงสร้าง เริ่มต้นแบบวิธีเดิม  คือถามให้ตอบหนึ่งประโยค  เมื่อตอบได้คล่องแล้วก็เปลี่ยนศัพท์  แล้วเปลี่ยนโครงสร้าง
ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนครบทุกโครงสร้าง  ผู้เรียนก็จะสามารถพูดได้คล่องทุกโครงสร้าง
สรุปผลของการสอนคือ
1.พูดได้ทันทีที่เริ่มเรียน
2.เริ่มพูดได้ภายใน  5 นาที
3.รู้เรื่องหมดภายใน 10 นาที
4.พูดได้คล่องภายใน 2 ชั่วโมง


ผู้สอนเป็นใครมาจากไหน?

คือผู้ที่พยายามรณรงค์ให้มีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษอย่างมีประสิทธิภาพมาเป็นเวลาร่วม 40 ปี  เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษร่วม 20 แห่ง  ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด
เป็นผู้แต่งตำราภาษาอังกฤษ ชื่อ The
New Road
, ศัพท์คำพ้อง, อังกฤษ-ไทย 30,000 คำ, หลักภาษาอังกฤษ ฯลฯ
บัดนี้เกิดความคิดขึ้นมาว่าที่ได้ทำไปแล้วนั้นมันเป็นผลดีทางธุรกิจของตนและได้สร้างผู้จบปริญญาโท ปริญญาเอก ไปแล้วจนนับไม่ถ้วน แต่ไม่ทันใจเพราะทำได้ไม่ทั่วประเทศ
จึงตัดสินใจมอบโรงเรียนทั้งหมดและธุรกิจด้านการพิมพ์หนังสือให้ผู้อื่นบริหาร  แล้วตนเองขอเดินสายสอนภาษาอังกฤษฟรีทั่วประเทศโดยเริ่มเฉพาะในกรุงเทพฯก่อน
มีเป้าหมายที่สำคัญที่สุดคือ จะทำให้คนไทยพูดภาษาอังกฤษได้ทั่วประเทศ
ไม่ขอเปิดเผยชื่อเพราะไม่ต้องการให้ใครนึกว่า โฆษณาตัวเองจะขอสัมผัสกับผู้ที่ต้องการเรียนภาษาอังกฤษกับตนเท่านั้น  ใครโทรไปหาเมื่อไรพูดกันได้ทันที

สอนที่ไหน ?

ที่บริษัทห้างร้าน หรือสำนักงานของท่าน  ถ้ามีห้องกว้างพอบรรจุคนได้  10  คนขึ้นไป  ขอให้ท่านนัดพนักงานของท่าน  แล้วแจ้งไปให้ทราบทางโทรศัพท์เพื่อนัดวันเวลามาสอน  เดินทางมาเอง  ท่านไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
ถ้าเป็นห้องใหญ่จะขนาดไหนก็ได้ เช่น เคยสอนและมีผู้เรียนถึง 200-400   ที่ห้องประชุมโรงเรียนนายร้อยตำรวจ, ห้องประชุมสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ( ตึกมหิดล ), ห้องประชุมธนาคารแห่งประเทศไทย  หรือแม้กระทั่งใต้ทางด่วนถนนเพลินจิต( ตอนเริ่มตั้งตำรวจท่องเที่ยว สอนตำรวจที่จะโอนมาสังกัดหน่วยงานนี้ )
หากบริษัทห้างร้านหรือสำนักงานของท่านไม่มีห้องกว้างขวางพอแต่มีพนักงานที่ต้องการเรียน  10  คนขึ้นไปก็ขอให้แจ้งให้ทราบ  จะให้ไปเรียนที่ห้องของโรงเรียนภาษาอังกฤษดวงแก้วที่มีกรายอยู่หลายแห่งในกรุงเทพฯ ( เพียงแต่ขอใช้ห้อง  ผู้เรียนไม่มีพันธะผูกพันใดๆกับทางโรงเรียน )

ติดต่อได้ตั้งแต่บัดนี้
ตลอดเวลาที่   085-331-5456
ก่อนเที่ยง  02-222-6602 (ใกล้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย )
หลังเที่ยง  02-241-5374 (ใกล้ท่าวาสุกรี ถ.สามเสน )
กลางคืน(3 ทุ่มถึงเที่ยงคืน)  02-622-2066)

หมายเหตุ  ใช้โทรศัพท์มือถือดีกว่าเพราะไม่ว่าจะอยู่มุมใดของโลกก็ติดต่อกันได้
ในเวลากลางคืน ควรโทรศัพท์บ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพ์มือถือนานๆ

วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2553

อย่าบังคับให้นักเรียนท่องประโยคไปพูด

เรามักจะได้ยินใครต่อใครพูดว่า การเรียนภาษาอังกฤษในประเทศไทย เรียนเท่าไรก็พูดไม่ได้ บางคนถึงกับพูดว่า เรียนไปทำไม เรียนแล้วพูดไม่ได้ ครูอาจารย์ผู้สอนภาษาอังกฤษบางท่าน ได้ยินคำพูดชนิดนี้เข้าบ่อยๆ เกิด ฟิต ขึ้นมา มีความตั้งใจที่จะสอนศิษย์ขอตนให้พูดให้ได้ แต่ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรดี


จึงเริ่มต้นด้วยวิธีให้นักเรียนพูด โดยจดประโยคคำพูดให้นักเรียนไปท่อง แล้วให้มาหัดพูดในห้องเรียน สถาบันภาษาบางสถาบันถึงกับพิมพ์หนังสือขึ้นมา หรือัดเป็นโรเนียวรูปประโยคให้นักเรียนนำไปท่อง
การทำอย่างนี้มันผิดธรรมชาติจริงๆ ไม่มีชาติใดภาษาใดที่เขาเรียนพูดภาษา โดยการท่องประโยคไปพูดกันหรอก การที่ใครต่อใครพูดอยู่ทุกวันนี้ เพราะสามารถสร้างประโยคพูดเอาเองทั้งนั้น


เมื่อครูอาจารย์ให้นักเรียนท่องประโยคภาษาอังกฤษ ผู้ท่องจะได้ประสบการณ์ว่ากว่าจะจำได้สักประโยค มันยากแสนยาก และเมื่อท่อ'ได้แล้ว ก็ไม่ทราบว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสได้ใช้ เวลาจะพูดกับฝรั่งก็มัวนึกถึงประโยคที่ท่องมา แล้วก็พูดไม่ออก เพราะประโยคนั้นไม่ตรงกับที่ต้องการจะพูด


ผู้เขียนขอยืนยันว่า วิธีสอนให้นักเรียนพูดภาษาอังกฤษได้ ไม่ใช่ด้วยการให้นักเรียนท่องประโยคไปพูด แต่ด้วยการสอนให้นักเรียนสามารถนำศัพท์ที่รู้มาแต่งประโยคพูดได้ตามที่ต้องการจะพูด หากทำดังนี้ได้ ความรู้ภาษาอังกฤษของนักเรียน ก็จะมาถึงระดับเดียวกับภาษาไทย คือรู้ภาษาอังกฤษเหมือนกับรู้ภาษาไทย ในภาษาไทยนั้น นักเรียนไม่ได้รู้ศัพท์หมดทุกคำ หากรู้กี่คำก็สามารถนำมาแต่งประโยคพูดได้ เมื่อเป็นภาษาอังกฤษก็ทำนองเดียวกัน คือรู้กี่คำก็สามารถนำมาแต่งเป็นประโยคพูดได้ทุกคำเช่นกัน

อย่าสอนให้เทียบอักษรอังกฤษกับอักษรไทย


ไม่ควรสอนให้มีการเทียบตัวอักษรอังกฤษกับอักษรไทย เช่น A เท่ากับ เอ หือ แอ,  B เท่ากับ บ, C เท่ากับ ซ


ถ้าครูไปสอนนักเรียน ให้เทียบเสียงตัวอักษรของภาษาที่เรียนกับตัวอักษรไทยแล้ว เท่ากับไปสอนสิ่งที่ไม่จำเป็น ไปสอนสิ่งที่นักเรียนทราบอยู่แล้ว ให้เกิดความงงงวย ไปสอนสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ถึงแม้จะไม่เป็นพิษเป็นภัย แต่ก็ทำให้เสียเวลา

อย่าสอนภาษาอังกฤษโดยให้ผสมตัว


การออกเสียงภาษาอังกฤษด้วยการอ่านแบบสะกดตัวอย่างภาษาไทย เช่น o ท่ากับ โอ หรือ อ  go อ่านว่า โก แต่ do อ่านว่า ดู

การออกเสียงภาษาอังกฤษแบบสะกดตัวอย่างภาษาไทยนั้น เป็นไปไม่ได้ และถ้าฝืนทำไป ผลออกมาก็คือ เมื่อเราพูดไปแล้ว คนอังกฤษหรืออเมริกันเขาฟังไม่รู้เรื่อง แถมบางครั้งเขายังไม่ทราบด้วยว่าเป็นภาษาอะไร

เรียนภาษาอังกฤษง่ายเหมือนไขกุญแจห้อง

เรียนภาษาอังกฤษง่ายเหมือนไขกุญแจห้อง

ครั้งแรกที่ผู้เขียนเดินทางไปรัสเซีย(ปี พ.ศ. 2523) ได้เข้าพักที่โรงแรมที่ชาวรัสเซียเขาอ้างว่าใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป ผู้เขียนไขกุญแจห้องพักไม่ได้ พยายามอยู่เป็นเวลานานก็ไม่สำเร็จ จึงยอมแพ้(นายพลตำรวจหนึ่งท่าน ท่านพันเอกทหารอีกหนึ่งท่าน ที่เดินทางไปด้วย ก็ยอมแพ้เช่นกัน) แล้วเรียกพนักงานของโรงแรมมาไขให้ เขาเอาลูกกุญแจเสียบเข้าไปในรูกุญแจ บิดไปทางขวาหนึ่งครั้ง ทางซ้ายหนึ่งครั้ง ประตูก็เปิดได้

การไขกุญแจประตูโรงแรมในกรุงมอสโก ไม่เหมือนกับการไขกุญแจในประเทศไทย และประเทศอื่นๆที่ผู้เขียนไปมาแล้วยี่สิบกว่าประเทศ แต่มันก็ไม่ยาก เพียงแต่บิดไปทางขวา แล้วบิดมาทางซ้าย เท่านั้นเอง แต่ผู้เขียนไม่รู้ตอนนั้น จึงไขกุญแจในประเทศนั้นไม่ได้


ผู้เขียนขอประกาศว่า การเรียนภาษาอังกฤษนั้น ง่ายจริงๆง่ายเหมือนกับการไขกุญแจ แต่เป็นเพราะเราไม่รู้วิธีเรียน จึงทำให้ไม่ได้รับความสำเร็จ เหมือนกับการทำของง่ายๆ เช่น ไขกุญแจ แต่เป็นเพราะไม่รู้วิธีจึงทำไม่ได้

วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เรียนให้รู้เรื่องภายในเวลาเพียง 10 นาที

เรียนให้รู้เรื่องภายในเวลาเพียง 10 นาที
การเรียนภาษาอังกฤษ คือการเรียนของ 2 สิ่งเท่านั้น คือเรียนหน้าที่ของ verb to be กับหน้าที่ของ verb to have ทั้ง verb to be และ verb to have ทำหน้าที่เพียงสิ่งละ 3 อย่าง

หน้าที่ของ verb to be
1.ถ้าตามด้วยคำนามหรือคำคุณศัพท์ (เรียกว่า Complement หรือ ตัวเติมเต็ม)  แปลว่า เป็น อยู่ คือ เช่น
This is a book. นี่คือหนังสือ
2.ถ้าตามด้วยกริยาที่ลงท้ายด้วย ing (เรียกว่า present participle) แปลว่า กำลัง เช่น
I am booking a ticket. ฉันกำลังจองตั๋ว
3.ถ้าตามด้วยกริยาช่องที่ 3 หรือ เติม ed (เรียกว่า past participle) แปลว่า ถูก เช่น
The book is booked. หนังสือถูกจอง
The book is being booked.หนังสือกำลังถูกจอง
(คำว่า is ในประโยคที่ 2 นี้ตามด้วย verb to be ที่เติม ing (being) จึงแปลว่า กำลัง ส่วนคำ being ตามด้วยคำที่เติม ed จึงแปลว่า ถูก)

หน้าที่ verb to have
1.ถ้าตามด้วยคำนามจะแปลว่า มี (เรียกว่า state verb) เช่น
I have a book.ฉันมีหนังสือ
2.ถ้าตามด้วยกริยาช่องที่ 3 หรือ เติม ed จะแปลว่า ได้ เช่น
I have booked a ticket. ฉันได้จองตั๋วแล้ว
3.ถ้าตามด้วยคำนามและลงท้ายที่กริยาช่องที่ 3 หรือเติม ed แปลว่า  ให้ (คือประธานบอก ให้ คนอื่นทำ)
I have the book booked. ฉันให้หนังสือถูกจอง(คือให้คนอื่นจองหนังสือให้)

เรียนเท่านี้ ก็ถือว่าจบหลักสูตรของภาษาอังกฤษแล้ว เพราะประโยคทั้งหมดของภาษาอังกฤษอยู่ในวงของการพัฒนาไปจากสิ่งนี้ทั้งนั้น

เรียนให้พูดคล่องภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง

เรียนให้พูดคล่องภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง

เรายังสามารถพูดให้แคบลงไปอีกได้อีก คือภาษาอังกฤษนั้น มีศัพท์อยู่ 2 ตัว(คือ verb to be กับ verb to have) ศัพท์ 2 ตัวนี้สร้างประโยคได้ 4 ประโยค และประโยคทั้งหมดของภาษาอังกฤษ จะขยายไปจาก 4 ประโยคนี้

สำหรับรูปประโยคนั้น พียงแต่ขอให้จำให้ได้ว่า (1) verb to be ตัวใดตามด้วย กริยา ที่ลงท้ายด้วย ing แล้วไซร้ verb to be ตัวนั้น จะต้องแปลว่า กำลัง และ (2) verb to have ตัวใด ตามด้วยกริยาช่องที่ 3 หรือเติม ed แล้วไซร้ verb to have ตัวนั้น จะต้องแปลว่า ได้
ศัพท์ทั้ง 2 ตัวนี้ สามารถสร้างประโยคเป็น ประโยคแม่ ของ ภาษาอังกฤษได้ดังนี้:

ประโยคที่ 1 : จะต้องมีประธานตามด้วย กริยา (s+v) เช่น
I do. ฉันทำ
ประโยคที่ 2 : จะต้องมีประธานตามด้วย verb to be และลงท้ายด้วยกริยาที่เติม ing (v+be+ing) เช่น
I am doing. ฉันกำลังทำ
ประโยคที่ 3 : จะต้องมีประธาน ตามด้วย verb to have และลงท้ายด้วยกริยาช่องที่ 3(หรือเติม ed) (s+have+3) เช่น
I have done. ฉันได้ทำแล้ว

ประโยคที่ 4 : จะต้องมีประธานตามด้วย have been และลงท้ายด้วย กริยาที่เติม ing (s+have+been+ing) เช่น
I have been doing. ฉันได้กำลังทำ

จาก 4 ประโยคนี้ ผันไปเป็นประโยคอื่นได้อีก 33 ประโยค รวมเป็น 37 ประโยค หากเราเข้าใจ ประโยคแม่ ทั้ง 4 ประโยคนี้แล้ว เมื่อเราไปเรียนประโยคอื่นที่แปลงไปจากนี้ เราจะเข้าใจทันที

วิธีเรียนภาษาอังกฤษ ที่ทำให้ผู้เรียนพูด-อ่าน-เขียนภาษาอังกฤษได้แน่ๆ และผู้เรียนจะมีความรู้สึกว่าภาษาอังกฤษนี้ง่ายจริงๆ คือการที่เอาโครงสร้างทั้งหมดของภาษาอังกฤษไปเขียนเป็นประโยค โดยใช้ศัพท์ต่างๆให้นักเรียนอ่านโครงสร้างละหลายประโยค จากนั้นก็ถามให้นักเรียนตอบ นักเรียนก็จะตอบได้คล่อง ได้พิสูจน์มาเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วว่า วิธีนี้ทำให้ผู้เรียน พูด-อ่าน-เขียนภาษาอังกฤษได้อย่างรวดเร็ว

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Flagcounter

free counters